Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ประวัติเอกสารสำหรับ กันยายน, 2008

ในชีวิตช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น ฉันได้มีโอกาสไปเที่ยวที่เกาะสอง ประเทศพม่าโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งไปครั้งนี้ฟรีหมดเพราะไปในคณะของทหารที่ไปราชการที่นั่น ฉันและเพื่อนผู้หญิงอีกสามคนพร้อมทั้งผู้ใหญ่อีก 2-3 คนไปรอเจ้าหน้าที่บางคนที่ท่าเรือสะพานปลาระนอง ตอนที่กำลังยืนมองโน่นมองนี่ตามประสา สายตาก็ไปจ๊ะเอ๋กับชายหนุ่มหน้าตาดี ซึ่งเขาก็คงจะรู้ว่าพวกเรากำลังแซวกันเองอยู่ ก็เลยเดินเตร่เข้ามาใกล้ๆ ที่พวกเรายืน เพื่อนๆ ก็เลยยิ่งแซวกันใหญ่ ตอนที่พวกเราลงเรือเขาก็ตามลงมานั่งเรือลำเดียวกันอีกต่างหาก (ฉันก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าไม่ใช่คนไทยแต่เป็นหนุ่มพม่าที่หน้าตาดี แถมเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอะไรประมาณนั้น)
นั่งเรือจากท่าเรือสะพานปลาไปถึงเกาะสองใช้เวลาประมาณสามสิบนาที ตอนที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่เกาะสองปกติจะต้องมีการสอบถามรายละเอียด และเสียค่าผ่านทางอีกคนละ 25 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่สอบถามชื่อฉันเป็นคนแรก แต่ไม่ทันได้จ่ายตังค์ เจ้าหน้าที่ที่ฉันไปด้วยก็คุยกับเจ้าหน้าที่ที่ด่านตรวจเป็นภาษาพม่าเสียงรัวเร็ว  เขาก็เลยปล่อยให้พวกเราผ่านทางโดยไม่ต้องเสียตังค์ ล่ามเขาก็แปลให้ฟังว่าพวกเรามากับเจ้าหน้าที่ที่มาในราชการไม่ต้องจ่าย ก็เลยสบายไป…
ที่เกาะสองมีตึกใหญ่โตหลายแห่ง แต่ตามตลาดนัดค่อนข้างจะวุ่นวายและดูเก่าๆ โทรมๆ ของที่นี่ราคาถูกมาก  ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเลียนแบบและนำเข้าจากจีนแดง เวลาซื้อของจะต้องต่อราคาเต็มที่เพราะจะตั้งราคาสูงไว้มาก  บุหรี่ที่นี่ราคาซองละ 10-15 บาท ฉันเองก็ซื้อไปฝากตาหลายซองเหมือนกัน  หลังจากเดินวนเวียนอยู่ในตลาดสดจนเมื่อยก็ไปทานข้าวเที่ยงกัน ร้านที่ฉันไปนั่งทาน ทั้งคนขาย คนเสิร์ฟ และพ่อครัว เป็นผู้ชายทั้งหมด ที่ติดใจอยู่อย่างนึงคือโรตีนุ่มดีและอร่อยด้วยเลยจัดการซะ 2 จาน เวลาเช็คบิลเขาจะคิดราคาเป็นเงินพม่า ได้ยินครั้งแรกก็ตกใจคิดว่าทำไมแพงขนาดนี้ แต่พอเทียบเป็นเงินไทย  ราคาก็พอๆกับที่บ้านเรา
การจราจรที่นี่ค่อนข้างวุ่นวายไม่เป็นระเบียบ รถที่วิ่งบนท้องถนนส่วนใหญ่เป็นรถมอเตอร์ไซด์  ทำเอาฉันเกือบโดนรถชนตอนที่กำลังข้ามถนน เป็นรถมอเตอร์ไซด์บรรทุกปี๊บน้ำมันค่ะ ปี๊บชนโดนเข่าเสียงดังมาก ทั้งอายทั้งเจ็บ แถมเจ้าของรถยังหันมายิ้มให้ทีนึงแล้วรีบขับรถหนีหายไปในฝูงรถอันวุ่นวาย ทำเอาวันนั้นทั้งวันฉันต้องมีคนพาเดินข้ามถนนตลอด [...]

Read Full Post »

หลังจากเข้าๆออกๆโรงพยาบาล(สัตว์) ประมาณ 2 ปี อาการของเบนซ์ก็ไม่ดีขึ้น จนถึงช่วงก่อนที่ฉันจะย้ายไปอยู่อพาร์ทเมนท์ไม่กี่วัน อาการเจ้าเบนซ์ก็กำเริบอีก จากที่เคยฉี่ออกเป็นเลือดก็กลายเป็นว่าฉี่ไม่ออกเลย  ก็เลยต้องรีบพาไปโรงพยาบาล คราวนี้เจ้าเบนซ์ต้องอยู่ในโรงพยาบาลนานที่สุดคือ 10 วัน เนื่องจากโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก ฉันจึงไปเยี่ยมดูอาการมันทุกวันทั้งก่อนไปทำงาน ตอนเที่ยง และตอนกลับจากที่ทำงาน  บางคนอาจจะคิดว่าฉันทำเกินไปหรือเปล่า ขอบอกว่าไม่เลย เพราะตามธรรมชาติของแมวถ้าไปอยู่ในที่แปลกถิ่น จะค่อนข้างเครียดและกลัวง่ายมาก ดังนั้น การที่ฉันไปเยี่ยมมันบ่อยก็เป็นการดีตรงที่ทำให้แมวรู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และช่วยไม่ให้แมวเครียดมากกว่าเดิม ทุกครั้งเวลามันเห็นหน้าฉัน มันจะพยายามคลานออกมาหา (มันไม่สบายมากจนเดินไม่ไหว) แล้วเอาหน้ามาถูกับมือของฉันเหมือนจะบอกว่าให้ช่วยเกาคางให้มันหน่อย…
จนวันที่ 11 อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งฉันก็เดาว่าน่าจะเป็นเพราะมันอยู่ในกรงแคบเป็นเวลานาน ก็เลยขออนุญาตคุณหมอนำแมวกลับไปที่บ้าน เมื่อเจ้าเบนซ์กลับถึงบ้าน หน้าตาของมันก็ดูสดใสขึ้นมากจนฉันเบาใจ แต่พอนอนที่บ้านได้สองคืน เจ้าเบนซ์ก็อาการหนักอีก ฉันก็พาไปหาหมออีกครั้ง เจ้าเบนซ์นอนที่โรงพยาบาลได้ 1คืน พอวันที่สองตอนเที่ยงฉันแวะไปเยี่ยมมันที่โรงพยาบาล ครั้งนี้มันไม่สามารถลุกเองได้เลย มันนอนมองหน้าฉันด้วยแววตาที่ดูแปลกๆ ไป ฉันนั่งเกาคางและพูดกับมันไปเรื่อยๆ ได้สักพัก ฉันก็กลับบ้าน หลังจากฉันกลับถึงบ้านประมาณ 1 ชั่วโมง ทางโรงพยาบาลก็โทรไปแจ้งว่าเจ้าเบนซ์เสียแล้ว ฉันก็รีบกลับไปที่โรงพยาบาลทันที……โชคดีที่กรงของเจ้าเบนซ์อยู่บริเวณด้านหลังโรงพยาบาล  ฉันก็เลยนั่งร้องไห้อยู่ข้างกรงได้อย่างไม่อายใคร…..
หลังจากร้องไห้ไปได้ซักพักใหญ่ ฉันก็ถามคุณหมอถึงค่ารักษาเจ้าเบนซ์ แต่เชื่อมั๊ยว่าคุณหมอไม่คิดเงินแม้แต่บาทเดียว บอกแต่ว่าหมอเสียใจด้วย แล้วมองหน้าฉันอย่างเข้าใจ แถมยังบอกอีกว่าจะฝากเจ้าเบนซ์ไว้กับหมอก็ได้ แต่พอหมอบอกว่าจะต้องเผา ฉันก็เลยรีบปฏิเสธ โชคดีที่แม่มาที่ภูเก็ตพอดี ก็เลยได้ฝากให้แม่นำไปฝังที่บ้านที่ต่างจังหวัด ตอนหลังแม่ก็โทรมาเล่าว่าแปลกมากที่ร่างของเจ้าเบนซ์ยังนิ่มเหมือนแมวยังไม่ตายทั้งๆ [...]

Read Full Post »