Feeds:
ความเห็น
ความคิดเห็น

กำลังใจดี..ดี

img_01561 

        ช่วงนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยล้าและทดท้อกับหลายๆ เรื่องที่ประดังเข้ามา จนฉันรู้สึกว่าจิตใจตัวเองกำลังย่ำแย่สุดๆ แว่บแรกที่ฉันคิดถึงคือบ้าน ใช่แล้ว ตอนนี้ฉันอยากกลับบ้านเป็นที่สุด บางทีการได้อยู่กับครอบครัวอาจจะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นกว่านี้ก็ได้ ไม่รอช้ารีบเขียนใบลาพักร้อนส่งให้เจ้านายด้วยใจตุ้มๆ ต๋อมๆ ด้วยเหตุว่าก่อนหน้าที่ฉันจะตัดสินใจเขียนใบลานั้น ได้ยินเจ้านายบ่นแว่วๆ เรื่องการลาของลูกน้อง แต่ผิดคาดค่ะ ใบลาของฉัน เจ้านายเซ็นอนุมัติโดยไม่อิดออดใดๆ ทั้งสิ้น ไม่รู้ว่าลืมไปว่าก่อนหน้านี้เคยบ่นอะไรไว้หรือเปล่า  หรือเจ้านายฉันมีแผนอะไรอยู่ในใจก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นไร อย่างน้อยฉันก็ได้ลาพักร้อนหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ  ล่ะน่า

ครั้งนี้ฉันได้กลับมาอยู่ที่บ้านนานที่สุดในรอบหลายปี  แต่ไม่ผิดหวังเลย ได้เจอเพื่อนเก่าๆ มากมาย มีตั้งแต่เพื่อนสมัยเรียนประถม มัธยม ญาติโกโหติกา คนข้างบ้าน คนขายของ ฯลฯ   ฉันได้นอนตื่นสาย ได้กินโรตีร้อนๆ กับกาแฟทุกวัน ได้กินกับข้าวฝีมือแม่ ได้กินอาหารทะเลที่สดๆ ใหม่ๆ  ที่ใครต่อใครหลายคนติดใจมาแล้ว ฯลฯ

 เนื่องจากช่วงที่ฉันลานั้นเป็นวันทำการ เพื่อนๆ จึงทำงานกันหมด ดังนั้น เวลาในตอนกลางวันจึงหมดไปกับการนอนอ่านหนังสือที่ฉันพกติดกระเป๋าไปหลายเล่ม  พอตกเย็น เพื่อนก็จะมารับไปเล่นแบดมินตันที่อาคารเอนกประสงค์ ณ ที่ว่าการอำเภอ   ที่นั่น ฉันได้พบเพื่อนเก่าอีกหลายคน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ทำงานราชการได้ดิบได้ดีกันหมดแล้ว แต่ทุกคนก็สนุกสนานเฮฮากันเหมือนเดิม….

ในทุกๆ คืน หลังจากกินข้าวกันเสร็จแล้ว ต่อให้อิ่มขนาดไหนก็ตาม เพื่อนๆ ก็จะนัดกันไปนั่งกินของว่างที่ร้านใกล้ๆ บ้านกันต่อ  ซึ่งฉันก็ไม่ปฏิเสธ เนื่องจากเป็นเวลาที่ฉันจะได้คุยสัพเพเหระกับเพื่อนๆ  ก็นานๆ ครั้งถึงจะได้มีโอกาสอย่างนี้นี่นะ  พวกเราคุยกันเรื่อยเปื่อยจนเกือบสามทุ่มถึงจะแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมัน   ที่นี่ไม่มีผับ ไม่มีบาร์ ไม่มีแสงสี ฉะนั้น เวลาสามทุ่มจึงเป็นเวลาที่คนส่วนใหญ่เข้านอนกันหมดแล้ว  พลอยทำให้ฉันต้องเข้านอนเร็วไปด้วย แต่ก็ดีไปอย่าง เพราะกลางคืนอากาศค่อนข้างหนาว บรรดาแมวๆ ทั้งหลายก็เลยเข้าไปนอนกับฉันด้วยอีกหลายตัว รวมทั้งแมวของฉันที่เอากลับไปบ้านเมื่อคราวที่แล้วด้วย….

 กลับไปบ้านคราวนี้ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นวัยรุ่นอีกครั้ง จริงๆ นะ ฉันไม่เคยคิดว่าการได้เจอเพื่อนเก่า ในเวลาที่กำลังรู้สึกย่ำแย่ จะทำให้ฉันมีความรู้สึกดีๆได้มากมายอย่างนี้  สิบกว่าปีสำหรับชีวิตในเมืองที่อยู่แบบตัวใครตัวมัน ทำให้ฉันลืมคิดถึงความรู้สึกดีๆ ที่เคยเกิดขึ้นไปเสียสนิท ถ้าใครมีความรู้สึกว่ากำลังท้อหรือเหนื่อยล้าเหมือนอย่างฉัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี  นี่คือคำตอบสำหรับคุณค่ะ….

เกาะสอง

ในชีวิตช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่น ฉันได้มีโอกาสไปเที่ยวที่เกาะสอง ประเทศพม่าโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งไปครั้งนี้ฟรีหมดเพราะไปในคณะของทหารที่ไปราชการที่นั่น ฉันและเพื่อนผู้หญิงอีกสามคนพร้อมทั้งผู้ใหญ่อีก 2-3 คนไปรอเจ้าหน้าที่บางคนที่ท่าเรือสะพานปลาระนอง ตอนที่กำลังยืนมองโน่นมองนี่ตามประสา สายตาก็ไปจ๊ะเอ๋กับชายหนุ่มหน้าตาดี ซึ่งเขาก็คงจะรู้ว่าพวกเรากำลังแซวกันเองอยู่ ก็เลยเดินเตร่เข้ามาใกล้ๆ ที่พวกเรายืน เพื่อนๆ ก็เลยยิ่งแซวกันใหญ่ ตอนที่พวกเราลงเรือเขาก็ตามลงมานั่งเรือลำเดียวกันอีกต่างหาก (ฉันก็เพิ่งมารู้ทีหลังว่าไม่ใช่คนไทยแต่เป็นหนุ่มพม่าที่หน้าตาดี แถมเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอะไรประมาณนั้น)

นั่งเรือจากท่าเรือสะพานปลาไปถึงเกาะสองใช้เวลาประมาณสามสิบนาที ตอนที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองที่เกาะสองปกติจะต้องมีการสอบถามรายละเอียด และเสียค่าผ่านทางอีกคนละ 25 บาท ซึ่งเจ้าหน้าที่สอบถามชื่อฉันเป็นคนแรก แต่ไม่ทันได้จ่ายตังค์ เจ้าหน้าที่ที่ฉันไปด้วยก็คุยกับเจ้าหน้าที่ที่ด่านตรวจเป็นภาษาพม่าเสียงรัวเร็ว  เขาก็เลยปล่อยให้พวกเราผ่านทางโดยไม่ต้องเสียตังค์ ล่ามเขาก็แปลให้ฟังว่าพวกเรามากับเจ้าหน้าที่ที่มาในราชการไม่ต้องจ่าย ก็เลยสบายไป…

ที่เกาะสองมีตึกใหญ่โตหลายแห่ง แต่ตามตลาดนัดค่อนข้างจะวุ่นวายและดูเก่าๆ โทรมๆ ของที่นี่ราคาถูกมาก  ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าเลียนแบบและนำเข้าจากจีนแดง เวลาซื้อของจะต้องต่อราคาเต็มที่เพราะจะตั้งราคาสูงไว้มาก  บุหรี่ที่นี่ราคาซองละ 10-15 บาท ฉันเองก็ซื้อไปฝากตาหลายซองเหมือนกัน  หลังจากเดินวนเวียนอยู่ในตลาดสดจนเมื่อยก็ไปทานข้าวเที่ยงกัน ร้านที่ฉันไปนั่งทาน ทั้งคนขาย คนเสิร์ฟ และพ่อครัว เป็นผู้ชายทั้งหมด ที่ติดใจอยู่อย่างนึงคือโรตีนุ่มดีและอร่อยด้วยเลยจัดการซะ 2 จาน เวลาเช็คบิลเขาจะคิดราคาเป็นเงินพม่า ได้ยินครั้งแรกก็ตกใจคิดว่าทำไมแพงขนาดนี้ แต่พอเทียบเป็นเงินไทย  ราคาก็พอๆกับที่บ้านเรา

การจราจรที่นี่ค่อนข้างวุ่นวายไม่เป็นระเบียบ รถที่วิ่งบนท้องถนนส่วนใหญ่เป็นรถมอเตอร์ไซด์  ทำเอาฉันเกือบโดนรถชนตอนที่กำลังข้ามถนน เป็นรถมอเตอร์ไซด์บรรทุกปี๊บน้ำมันค่ะ ปี๊บชนโดนเข่าเสียงดังมาก ทั้งอายทั้งเจ็บ แถมเจ้าของรถยังหันมายิ้มให้ทีนึงแล้วรีบขับรถหนีหายไปในฝูงรถอันวุ่นวาย ทำเอาวันนั้นทั้งวันฉันต้องมีคนพาเดินข้ามถนนตลอด เพราะไม่กล้าเดินคนเดียว

เนื่องจากฉันสะสมแสตมป์ ก็เลยถามหาไปรษณีย์แต่เขาบอกว่าอยู่ไกล จึงต้องเดินหาร้านขายแสตมป์แถวๆ ตลาดแทน ได้แสตมป์มาเพียง 4 ดวงเท่านั้น…แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสเท่าไหร่  เพราะปกติฉันไม่ค่อยชอบสะสมแสตมป์ต่างประเทศเท่าใดนัก คือถ้าได้ฟรีก็เอา แต่ถ้าให้ซื้อก็ดูราคาก่อนเป็นอันดับแรกว่าแพงเกินไปหรือเปล่า ถ้าเป็นแสตมป์ไทย ถึงราคาจะค่อนข้างแพงกว่าราคาหน้าดวง ฉันก็มักไม่ค่อยปฏิเสธ ฉันว่าแสตมป์ไทยนอกจากเราจะได้ดูของสวยๆงามๆแล้ว ยังได้รับความรู้อีกมากมายแฝงอยู่ในดวงแสตมป์เล็กๆ ที่บางคนอาจมองไม่เห็น หรือมองข้ามไป…

ตอนขากลับ ด้วยความที่มีเรือค่อนข้างเยอะมาก เรือที่ฉันนั่งต้องจอดเทียบท่ากับเรือลำอื่นๆ อีกหลายลำกว่าจะถึงสะพาน  ฉันก็เลยก้าวลงเรืออีกลำเพื่อที่จะข้ามไปยังสะพาน พอฉันลงไปในเรือเท่านั้น เรือก็ออกจากท่าทันที จำได้ว่าฉันตกใจมากจนร้องเสียงดัง ลูกเรือหัวเราะกันใหญ่พร้อมกับนำเรือไปเทียบกับลำที่ฉันนั่งอีกครั้ง เป็นความหน้าแตกที่ฉันยังจำได้มาจนบัดนี้….

……………………………………..

หลังจากเข้าๆออกๆโรงพยาบาล(สัตว์) ประมาณ 2 ปี อาการของเบนซ์ก็ไม่ดีขึ้น จนถึงช่วงก่อนที่ฉันจะย้ายไปอยู่อพาร์ทเมนท์ไม่กี่วัน อาการเจ้าเบนซ์ก็กำเริบอีก จากที่เคยฉี่ออกเป็นเลือดก็กลายเป็นว่าฉี่ไม่ออกเลย  ก็เลยต้องรีบพาไปโรงพยาบาล คราวนี้เจ้าเบนซ์ต้องอยู่ในโรงพยาบาลนานที่สุดคือ 10 วัน เนื่องจากโรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก ฉันจึงไปเยี่ยมดูอาการมันทุกวันทั้งก่อนไปทำงาน ตอนเที่ยง และตอนกลับจากที่ทำงาน  บางคนอาจจะคิดว่าฉันทำเกินไปหรือเปล่า ขอบอกว่าไม่เลย เพราะตามธรรมชาติของแมวถ้าไปอยู่ในที่แปลกถิ่น จะค่อนข้างเครียดและกลัวง่ายมาก ดังนั้น การที่ฉันไปเยี่ยมมันบ่อยก็เป็นการดีตรงที่ทำให้แมวรู้สึกว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง และช่วยไม่ให้แมวเครียดมากกว่าเดิม ทุกครั้งเวลามันเห็นหน้าฉัน มันจะพยายามคลานออกมาหา (มันไม่สบายมากจนเดินไม่ไหว) แล้วเอาหน้ามาถูกับมือของฉันเหมือนจะบอกว่าให้ช่วยเกาคางให้มันหน่อย…

จนวันที่ 11 อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งฉันก็เดาว่าน่าจะเป็นเพราะมันอยู่ในกรงแคบเป็นเวลานาน ก็เลยขออนุญาตคุณหมอนำแมวกลับไปที่บ้าน เมื่อเจ้าเบนซ์กลับถึงบ้าน หน้าตาของมันก็ดูสดใสขึ้นมากจนฉันเบาใจ แต่พอนอนที่บ้านได้สองคืน เจ้าเบนซ์ก็อาการหนักอีก ฉันก็พาไปหาหมออีกครั้ง เจ้าเบนซ์นอนที่โรงพยาบาลได้ 1คืน พอวันที่สองตอนเที่ยงฉันแวะไปเยี่ยมมันที่โรงพยาบาล ครั้งนี้มันไม่สามารถลุกเองได้เลย มันนอนมองหน้าฉันด้วยแววตาที่ดูแปลกๆ ไป ฉันนั่งเกาคางและพูดกับมันไปเรื่อยๆ ได้สักพัก ฉันก็กลับบ้าน หลังจากฉันกลับถึงบ้านประมาณ 1 ชั่วโมง ทางโรงพยาบาลก็โทรไปแจ้งว่าเจ้าเบนซ์เสียแล้ว ฉันก็รีบกลับไปที่โรงพยาบาลทันที……โชคดีที่กรงของเจ้าเบนซ์อยู่บริเวณด้านหลังโรงพยาบาล  ฉันก็เลยนั่งร้องไห้อยู่ข้างกรงได้อย่างไม่อายใคร…..

หลังจากร้องไห้ไปได้ซักพักใหญ่ ฉันก็ถามคุณหมอถึงค่ารักษาเจ้าเบนซ์ แต่เชื่อมั๊ยว่าคุณหมอไม่คิดเงินแม้แต่บาทเดียว บอกแต่ว่าหมอเสียใจด้วย แล้วมองหน้าฉันอย่างเข้าใจ แถมยังบอกอีกว่าจะฝากเจ้าเบนซ์ไว้กับหมอก็ได้ แต่พอหมอบอกว่าจะต้องเผา ฉันก็เลยรีบปฏิเสธ โชคดีที่แม่มาที่ภูเก็ตพอดี ก็เลยได้ฝากให้แม่นำไปฝังที่บ้านที่ต่างจังหวัด ตอนหลังแม่ก็โทรมาเล่าว่าแปลกมากที่ร่างของเจ้าเบนซ์ยังนิ่มเหมือนแมวยังไม่ตายทั้งๆ ที่กว่าแม่จะนำไปฝังก็ผ่านไปอีกวันแล้ว 

…ถ้าเรามีความรักหรือผูกพันกับใครมากๆ ไม่ว่าจะเป็นคนหรือเป็นสัตว์ หากวันหนึ่งวันใดเราเกิดสูญเสียสิ่งที่เรารักไป ทุกคนก็ย่อมเสียใจเป็นธรรมดา แต่อย่าเอาความเสียใจมาเป็นตัวบั่นทอนหรือทำร้ายเราไปตลอดชีวิต ให้นึกถึงความสุขในขณะที่เขาอยู่กับเราก็พอแล้ว อย่าเข็ดหลาบกับการมีความรัก เพราะความรักเป็นสิ่งที่ช่วยเติมเต็มหัวใจ ไม่ให้หัวใจว่างเปล่าจนไม่รู้จักกับความรักอีกต่อไป…

โรคทางใจ

โรคทางใจ

เสนาะซื้อเตียงใหม่ประดับทองราคาแพงหลายล้านจากนอก อยากให้ใครๆได้มาเห็นจึงแกล้งป่วย เพื่อให้วงศาคณาญาติและเพื่อนฝูงเข้าไปในห้องและมีโอกาสชื่นชมเตียงของตน
เพื่อนร่วมงานชื่ออภิสิทธิ์นั่งไขว่ห้างดึงชายกางเกงให้สูงขึ้นจนเห็นรองเท้ายี่ห้อดัง
เป็นอะไรหือ” เสนาะถาม
ก็เป็นโรคเดียวกับคุณนั่นแหละ”
อภิสิทธิ์ตอบ

จากหนังสือ “สาวิกา ฉบับที่ 40″ เสถียรธรรมสถาน

 

*******************

โรคทางใจอีกชนิดหนึ่ง

เฉลิมบุตรเป็นลูกรัฐมนตรี ไปไหนมาไหนก็ต้องวางก้ามเดินกร่าง วันหนึ่งขณะที่เดินอยู่บนฟุตบาทในซอยคาวบอยแถวสุขุมวิท เห็นชายหนุ่มอีกคนกำลังเดินสวนมา เนื่องจากทางตรงนั้นค่อนข้างแคบ เดินได้แค่คนเดียว จึงพูดขึ้นว่า
คนอย่างข้าไม่หลีกทางให้พวกปัญญาอ่อนหรอกโว้ย”
ชายคนนั้นได้ยินเข้า มองหน้าเฉลิมบุตรสักพัก แล้วก็เดินลงจากฟุตบาทพร้อมกับพูดว่า
แต่ผมหลีกทางให้พวกนี้ครับ”

จากหนังสือ “สาวิกา ฉบับที่ 40″ เสถียรธรรมสถาน

 

********************

 

อาหารใจ – ให้อภัย ใจเย็นๆ

ที่ศรีราชา มีภัตตาคารอาหารทะเลแห่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อลือชามากในด้านฝีมือการปรุงอาหาร
สิ่งที่สะดุดใจผมมากกว่าอาหารก็คือแผ่นรายการอาหาร หรือที่บางคนติดเรียกภาษาตะวันตกว่า เมนู
อาหารแต่ละรายการจะปรากฏชื่อและราคาในแผ่นรายการนั้น ตอนล่างของแผ่นรายการจะมีตัวอักษรพิมพ์ไว้ 4-5 บรรทัด
ผมหยิบขึ้นมาอ่าน ได้พบข้อความว่า
ถ้าท่านสั่งอาหารไปแล้ว อาหารมาถึงโต๊ะของท่านช้าไปหน่อย ทั้งๆที่บางทีลูกค้าที่สั่งอาหารทีหลังท่านกลับได้อาหารก่อน ขอได้โปรดเข้าใจว่า อาหารแต่ละชนิดมีวิธีปรุงต่างกัน บางอย่างปรุงง่าย บางอย่างปรุงยาก บางอย่างต้องใช้เครื่องประกอบหลายชนิด และต้องใช้เวลาปรุงนานหน่อย เพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกปาก
ฉะนั้น ถ้าหากอาหารมาถึงโต๊ะของท่านช้าไป โปรดเข้าใจด้วยว่า นั่นเป็นเพราะเราต้องการปรุงอาหารให้ดีสุดฝีมือเรา”
ด้วยความติดใจข้อความแบบนี้ ผมก็หยิบรายการอาหารแผ่นอื่นมาอ่านดู ก็พบข้อความตอนล่างอีกว่า
ถ้าบริกร กิริยามารยาทไม่เรียบร้อย หรือพูดจาไม่สุภาพ ขอได้โปรดมีเมตตาและเข้าใจด้วยว่า นั่นเป็นเพราะเขาเรียนมาน้อย ถ้าเขาเรียนมากกว่านี้เขาก็คงไม่ต้องมาเป็นบริกร”
เห็นข้อความอย่างนี้แล้ว ก็เอ่ยปากตำหนิเขาไม่ได้ เพราะความจริงเป็นอย่างที่เขาว่าไว้
ตัวอย่างนี้ ทำให้ผมต้องเก็บมาคิด และมองเห็นว่าความแตกต่างของคนเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนเหมือนกัน แต่ในความเป็นคนก็มีความแตกต่างกันในด้านการศึกษา ทัศนคติ นิสัยใจคอ สิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนแต่เป็นสาเหตุของความแตกต่างทั้งนั้น
คิดอย่างนี้ได้ ก็จะใจเย็นขึ้น ยับยั้งชั่งใจมากขึ้น และเคารพผู้อื่นมากขึ้น

จาก “ชีวิตธุรกิจ” โดย ประสาร มฤคพิทักษ์

 

********************

เมื่อเจ้าเบนซ์ไม่สบาย

เจ้าเบนซ์ค่อนข้างจะติดฉันมากทีเดียว ทุกวันเวลาฉันกลับบ้าน ไม่ว่าจะดึกขนาดไหนก็ตาม พอเปิดประตูบ้านปุ๊บก็จะเห็นเจ้าเบนซ์นั่งเสนอหน้าอยู่แล้ว ในขณะที่อีก 2 ตัว ยังเพิ่งเดินตางัวเงียออกมา ทุกๆ คืนมันจะนอนหนุนหมอนเดียวกับฉัน บางครั้งก็มีเสียงกรนเป็นของแถม พอให้ได้นอนยิ้มเพราะขำมันแทบทุกคืน

 เนื่องจากมันอ้วนมาก ก็เลยไม่สามารถยกขาเพื่อจะฉี่เหมือนกับแมวทั่วๆ ไปได้ เวลามันฉี่ก็จะนั่งแหมะอยู่บนพื้นเหมือนกับเด็ก   มีอยู่วันนึง  ฉันสังเกตเห็นมันซึมๆ ไป และชอบนั่งฉี่เป็นเวลานาน  ก็ยังไม่เอะใจคิดว่าเป็นเรื่องปกติ จนอีกหลายวันต่อมาเจอเลือดสดๆ หยดอยู่บนผ้าเช็ดเท้าที่วางหน้าห้องน้ำ ก็เลยพาไปหาหมอ ปรากฏว่ามันเป็นโรคนิ่ว หมอบอกว่าสาเหตุมาจากกินแต่อาหารเม็ด ซึ่งมีไขมันเยอะมาก  หมอก็ได้สอบถามยี่ห้ออาหารที่ให้แมวกิน ซึ่งพอแจ้งไปหมอก็บอกว่าโดยส่วนใหญ่แมวที่กินอาหารยี่ห้อนี้มักจะเป็นโรคนิ่ว ก็เลยต้องเปลี่ยนยี่ห้อ ซึ่งราคาค่อนข้างสูงแต่ก็ยอมเพื่อแมว  แต่ผ่านไปซักระยะนึงอาการก็กำเริบขึ้นมาอีก เจ้าเบนซ์ก็เลยต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลสัตว์ทุกเดือน  จนกลายเป็นคน(ตัว)ไข้ประจำโรงพยาบาลไปเลย  

ครูโยคะคนใหม่

วันนี้ฉันตี่นนอนด้วยอาการที่ปวดเมื่อยไปทั้งตัวจนแทบลุกไม่ขึ้น  สาเหตุก็มาจากเมื่อวานเพิ่งลงเรียนโยคะกับครูสอนโยคะคนใหม่เป็นวันแรก  หลังจากห่างหายกับการเรียนมานานเกือบเดือน   ครูคนใหม่ของฉันชื่อลิซ่าค่ะ อายุ 42 ปี ตอนที่เห็นในรูปครั้งแรกอึ้งค่ะ  เพราะมีรอยสักเต็มแขน และรูปร่างก็ค่อนข้างใหญ่แตกต่างจากครูสอนโยคะคนเก่าที่รูปร่างดีมาก   คิดในใจว่าจะลงเรียนดีหรือเปล่านะ   แต่เมื่อได้เจอตัวจริงและได้เรียน กับครูแล้ว ครูสอนดีมาก รอยสักที่ฉันคิดว่ามันน่าเกลียดนั้น จริงๆ แล้วมันก็สวยดี  ถึงแม้ว่าหุ่นครูจะใหญ่ไปนิดแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการสอนซักนิดเดียว ตรงกันข้ามครูเล่นได้ดีมากเกินไปด้วยซ้ำ  ฉันเล่นไม่ถึงสิบนาทีเหงื่อก็ออกเต็มตัวแล้ว  ครั้งแรกที่ฉันตัดสินใจลงเรียนโยคะเมื่อก่อนหน้านี้ก็เพราะตามเพื่อนค่ะ ปกติเป็นคนที่ค่อนข้างขี้เกียจออกกำลังกายมาก ทั้งๆ ที่สมัยตอนเป็นวัยรุ่นก็เป็นนักกีฬาคนหนึ่งเหมือนกัน ตอนที่เล่นช่วงแรกๆ ก็เจ็บไปหมดทั้งตัวจนเกือบจะถอดใจแล้ว คิดแต่ว่ากรูจะทรมานตัวเองไปทำไม(วะ) แต่พอเล่นไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย  กล้ามเนื้อก็รู้สึกว่ากระชับขึ้น มีสมาธิมากขึ้น และที่ถูกใจมากที่สุดคือน้ำหนักเพิ่มขึ้นด้วย อ่านแล้วอย่าตกใจจนพาลไม่กล้าเล่นโยคะนะคะ เพราะจริงๆ แล้วถ้าเราเล่นโยคะควบคู่กับการควบคุมอาหาร รับรองน้ำหนักลดแน่นอนค่ะ  แถมลดแบบสุขภาพดีด้วยนะคะ ที่กล้ายืนยันเพราะมีพี่ๆ หลายคนเป็นตัวอย่างที่ดีค่ะ สาเหตุที่ฉันน้ำหนักเพิ่มขึ้นก็เพราะว่าหลังจากเล่นโยคะเสร็จก็จะไปทานอาหารทันที   จากเดิมเป็นคนที่ค่อนข้างผอมมากและทานอาหารต่อมื้อได้น้อย ก็ทานได้มากขึ้น ทำให้น้ำหนักจากเดิม 45 กิโลก็เพิ่มเป็น 48 กิโล

คิดว่าจะพยายามให้น้ำหนักเพิ่มอีกสักสองกิโลจะได้มีรูปร่างเป็นเนื้อกับเขาบ้าง 

แผลร้อนใน

ใครเคยเป็นแผลร้อนในยกมือขึ้น ?

เชื่อว่ามีใครหลายคนก็เคยเป็นโรคนี้นะคะ  แผลร้อนในเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเกิดขึ้นที่เยื่อบุผิวของช่องปากที่อาจเกิดเพียงหนึ่งหรือหลายแห่ง ซึ่งเจ็บปวดมาก สาเหตุมาจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน สภาพทางจิตใจและสังคม เกิดจากความเครียดและมีการทำงานที่มีความแข่งขันสูง อาจเกิดจากลักษณะทางกรรมพันธุ์ และภาวะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะขาดธาตุเหล็ก โฟเลท หรือวิตามินบี 12 นอกจากนี้ยังพบได้ในผู้หญิงก่อนมีประจำเดือน

ลักษณะแผลร้อนใน

1.แผลร้อนในขนาดเล็ก  พบได้บ่อยในกลุ่มผู้มีอายุระหว่าง 15-45 ปี พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายเล็กน้อย มักพบบริเวณเยื่อเมือกด้านริมฝีปาก ด้านแก้ม, กระพุ้งแก้ม และขอบของลิ้น รอยโรคมักปรากฏอยู่ในช่องปาก ประมาณ 14 วัน และมีอาการเจ็บปวดในช่วงสั้นๆ  แต่เมื่อเยื่อบุผิวในช่องปากฉีกขาด จะเป็นแผลซึ่งมีลักษณะกลมรี มีสีเหลืองอ่อนและมีความเจ็บปวดมากขึ้น

2. แผลร้อนในขนาดใหญ่ พบได้น้อยกว่าแผลขนาดเล็ก แต่ทำให้ผู้ป่วยมีความเจ็บปวดการทานอาหาร การพูด หรือการกลืนน้ำลายจะยากลำบาก พบได้ทุกบริเวณในช่องปาก การหายของแผลกินเวลาประมาณ 10-40 วัน มักมีรอยแผลเป็นหลงเหลืออยู่

3. แผลชนิดคล้ายเฮอร์ปีส์ (herpetiform ulceration) มีลักษณะคล้ายแผลขนาดเล็ก พบได้บ่อยบริเวณใต้ลิ้น เพดานอ่อน ริมฝีปากด้านใน ลักษณะแผลจะเป็นกลุ่มและเจ็บปวด หายได้ภายใน 10-14 วัน ผู้ป่วยมักกลืนลำบาก  และน้ำหนักลด เนื่องจากรับประทานอาหารลำบากและไม่เพียงพอ

      ในปัจจุบันยังไม่ยาชนิดใดรักษาโรคนี้ให้หายขาด โดยไม่ปรากฏอาการเกิดขึ้นมาอีก ดังนั้น การรักษาที่นิยมในปัจจุบันคือ รักษาไปตามอาการโดยให้ สเตียรอยด์ทาเฉพาะที่ เพื่อลดอาการเจ็บและอาการอักเสบ

เมื่อมีอาการเป็นแผลร้อนใน ควรหลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด และอาหารที่มีกรดหรือรสเปรี้ยวเช่น ผักดอง รวมไปถึงขนมหวานที่เคี้ยวจนเหนียว รวมทั้งเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์  ซึ่งจะทำให้แผลในปากที่เป็นอยู่มีอาการรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ควรบ้วนปากด้วยน้ำเกลือวันละ 2-3 ครั้ง และถ้าแผลไม่หายภายในสามสัปดาห์ควรไปพบแพทย์

พึงระลึกไว้ว่า แผลร้อนในเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังเหนื่อยล้าหรือทรุดโทรม จึงต้องดูแลตัวเองให้แข็งแรงด้วยการกินอาหารให้เหมาะสม นอนหลับอย่างเพียงพอและออกกำลังกายกลางแจ้งในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์เป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคนี้ลงไปได้ค่ะ

เมื่อเจ้าเบนซ์โดนหั่นจู๋

ด้วยความที่มันจะคอยหาเรื่องแมวตัวอื่นไปทั่ว จนทำให้หลายๆคนบอกให้ฉันเอามันไปปล่อยวัด ฉันเองก็เกือบจะคล้อยตามไปแล้ว แต่มาคิดดูอีกที ไหนๆ ก็เลี้ยงมันมาแล้ว ไฉนเลยจะใจดำปล่อยให้มันไปเผชิญชะตากรรมตามลำพังได้ ก็เลยตัดสินใจพามันไปทำหมันที่คลินิกสัตว์ ซึ่งก็ได้ผลค่ะ นิสัยมันเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย จากที่เคยอันธพาล มันก็เอาแต่กินๆๆๆ แล้วก็นอนๆๆๆ จนกลายเป็นแมวอ้วนไปโดยปริยาย ฉันก็เลยโล่งใจที่ไม่ต้องทำบาปด้วยการพามันไปปล่อยวัด และก็ไม่ต้องทนฟังเสียงแมวกัดกันอีก

 

ชีวิตของเจ้าหมูอ้วน

เจ้าเบนซ์เป็นแมวไทยที่มีโครงร่างค่อนข้างเล็ก แต่ด้วยความที่มันกินจุมาก (ฉันให้อาหารแมวเป็นอาหารสำเร็จรูป เนื่องจากสะดวกที่สุด จนทำให้แมวที่เลี้ยงทุกตัวกินข้าวไม่เป็น) ตัวมันก็เลยอ้วนท้วนสมบูรณ์ จนมันมีชื่ออีกชื่อนึงว่า เจ้าหมูอ้วน   เจ้าเบนซ์เป็นแมวที่ค่อนข้างขี้กลัวมาก อาจจะเป็นเพราะวีรกรรมที่มันเคยก่อไว้ ทำให้มันโดนตีบ่อย ๆ  เวลาเพื่อนๆ มาที่บ้าน เพียงแค่มันได้ยินเสียงมันก็จะรีบวิ่งเข้าไปในสวนหลังบ้านทันที และจะไม่ออกมาจนกระทั่งเพื่อนๆ กลับกันหมดแล้วนั่นแหละ ทีนี้ก็เดือดร้อนถึงฉันที่จะต้องคอยเรียกให้มันกลับเข้าบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ดึกโน่นแหละมันถึงจะกลับเข้ามา

หลังจากที่มันโดนหั่นจู๋ มันก็เปลี่ยนไป จากที่เคยชอบกัดกับเจ้าบิ๊ก กลับกลายเป็นว่ามันชอบเข้าไปคลอเคลียกับเจ้าบิ๊กซะนี่  มันจะตามเจ้าบิ๊กแจจนบางครั้งเจ้าบิ๊กรำคาญหันไปตบซะทีนึง แต่มันก็ไม่หลาบจำ ปกติเจ้าบิ๊กจะมีที่นอนประจำอยู่ในบ้านหลายที่ เจ้าเบนซ์ก็จะเข้าไปยึดครองเป็นที่นอนประจำของมันแบบไม่รู้ไม่ชี้ซะ

ฉันได้สมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่มอีก  1ชีวิตโดยไม่ได้ตั้งใจ จากที่มีอยู่แล้ว 3 ชีวิต เรื่องมันมีอยู่ว่า วันหนึ่งกำลังนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศ ได้ยินเสียงเจ้ามอมกับเจ้าโต หมาจรจัดที่เลี้ยงไว้ตั้งแต่รุ่นแม่ของมัน (เอาไว้ถ้ามีโอกาสจะเขียนให้อ่านคราวหลัง) เห่าเสียงดังที่ด้านหลังออฟฟิศ ซึ่งเป็นสนามเด็กเล่น ก็เลยรีบออกไปดูปรากฏว่า มันกำลังเห่าและพยายามจะปีนขึ้นบนต้นไม้ที่มีลูกแมวหน้าตามอมแมมที่นั่ง (ยืน) อยู่อย่างตัวสั่นงันงกอยู่บนนั้น  โดยไม่รอช้ารีบเรียกคุณแม่บ้านให้ไปช่วยไล่ไอ้เจ้าสองตัว ส่วนฉันรีบปีนขึ้นไปบนต้นไม้เพื่อจะเอาลูกแมวตัวน้อยลงมาให้ได้ แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด พอฉันพยายามจะดึงเจ้าตัวน้อย มันก็รีบปีนไปยังกิ่งไม้เล็กๆ กิ่งแล้วกิ่งเล่า จนฉันเกือบถอดใจที่จะไม่ช่วยแล้ว เพราะไม่อยากเสี่ยงตกต้นไม้ใหญ่ตาย (น่าเสียดายตรงที่ยังไม่มีแฟน กลัวจะตอบคำถามยมบาลไม่ถูก) ก็เลยให้คุณแม่บ้านเอาไม้ยาวๆ กระทุ้งตรงบริเวณปลายๆ กิ่งไม้ เพื่อให้มันกลับมายังจุดที่ฉันอยู่ ปรากฏว่าได้ผลชะงัด ฉันก็เลยเอามันลงมาจากต้นไม้ด้วยความทุลักทุเลพอสมควร  เมื่อเอาดูใกล้ๆ ตัวมันเล็ก  สีน้ำตาล เพศผู้ อายุน่าจะไม่เกิน 2 เดือน ผอมบักโกรกและหน้าตามอมแมมมาก แต่ด้วยความสงสารก็เลยนำกลับไปเลี้ยงที่บ้าน มันก็เลยกลายเป็นสมาชิกใหม่ไปโดยปริยาย น้องสาวฉันก็เลยตั้งชื่อว่า เจ้าทอง

ตอนแรกที่นำเจ้าทองกลับไปบ้าน ด้วยความกลัวว่าไอ้เจ้า 3 ตัวที่ฉันเลี้ยงไว้ก่อนหน้านี้จะเขม่นเอา ก็เลยเอาไปขังไว้ในห้องนอนและเพื่อให้มันคุ้นกับสถานที่ด้วย  ซึ่งภายหลัง เวลามันเข้าห้องนี้ทีไรก็เป็นเรื่องทุกที ทำไมน่ะหรือ เวลามันปวดอึ มันจะรีบวิ่งเข้าห้องเพื่อที่จะอึบนเตียงนอนค่ะ ทีนี้ก็เดือดร้อนถึงเจ้าของห้องสิ วันไหนที่ลืมปิดประตูห้อง ก็จะต้องเก็บก้อนอึมันทุกครั้ง ขอโทษค่ะ ไม่ใช่แบบธรรมดานะคะ โคตรเหม็นเลยค่ะ  มันก็เลยโดนตีเป็นประจำ แต่ก็ยังไม่หลาบจำซะที น้องสาวก็เลยมีความเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะชื่อไม่ถูกโฉลกชัวร์ (เหมือนกับคนเลยนิ)  ก็เลยตั้งชื่อใหม่เป็น เจ้าเบนซ์   ซึ่งได้ผลค่ะ  อาการชอบถ่ายบนเตียงนอนหายเป็นปลิดทิ้ง  นับตั้งแต่นั้นมา มันก็เลยชื่อเจ้าเบนซ์มาจนบัดนี้

วีรกรรมของเจ้าเบนซ์มีมากเนื่องจากมันเป็นเพศผู้ จึงชอบเขม่นกับเจ้าบิ๊กอยู่บ่อยครั้ง มันค่อนข้างอันธพาลมาก ฉันเองยังโดนมันกัดเพียงเพราะมันกำลังโกรธเจ้าบิ๊กจนเป็นแผลเป็นมาจนถึงทุกวันนี้

จุดเปลี่ยน…

วันนี้ รู้สึกคิดถึงแมวสองตัวที่ฉันเคยเลี้ยงไว้ตั้งแต่รุ่นแม่ของมัน เป็นแมวสีขาวทั้งสองตัว เพศผู้ชื่อบิ๊ก ส่วนเพศเมียชื่อ ปุ๊กลุก เมื่อสองเดือนที่แล้วฉันเอากลับไปให้แม่เลี้ยงที่บ้านที่ต่างจังหวัด เนื่องจากอพาร์ทเมนท์ที่ฉันย้ายไปอยู่เขาห้ามเลี้ยงสัตว์  (แต่ก็มีแมวที่อพาร์ทเมนท์อยู่ 1 ตัว แล้วฉันจะเล่าให้ฟังในโอกาสหน้า)  ที่จริงถ้าเจ้าของบ้านเช่าเขาไม่ขึ้นราคาค่าเช่าบ้านสูงจนเกินไปนัก ฉันก็ยังไม่คิดจะไปอยู่อพาร์ทเมนท์หรอก ฉันยินดีจ่ายเงินเพื่อจะให้แมวได้อยู่อย่างสบายๆ มากกว่า แต่ก็นั่นแหละ บวกลบคุณหารแล้ว ก็ต้องตัดใจ และอีกอย่างอพาร์ทเมนท์ที่ไปอยู่ก็เป็นของบริษัทฯ ที่จัดให้เป็นสวัสดิการแก่พนักงานด้วย และที่สำคัญคือไม่ต้องรีบตื่นเช้าเพราะที่พักอยู่ใกล้ที่ทำงาน (ไม่อยากบอกเลยว่าฉันเป็นคนที่ชอบนอนตื่นสาย)

     ช่วงแรกที่ไปอยู่ที่อพาร์ทเมนท์ เชื่อมั๊ยว่าฉันนอนร้องไห้คิดถึงเจ้าสองตัวทุกคืน ด้วยความที่อยู่ด้วยกันมาตลอดเวลาเกือบ 6 ปี มันกลายเป็นความผูกพันจนรู้สึกเหมือนกับว่าฉันทำความสุขหล่นหายไปจริงๆ ก็ชีวิตสาวโสดนี่นะ พอไม่มีแมวเป็นเพื่อนก็รู้สึกว่ามันเหงามาก ชีวิตมันว่างเปล่ายังไงพิกล ไม่รู้ว่ามีใครเคยรู้สึกอย่างนี้บ้างหรือเปล่านะ

     ฉันมักจะโทรศัพท์ไปคุยกับแม่เกือบทุกวัน ซึ่งคำถามแรกที่ถามคือ แมวเป็นยังไงบ้าง? หรือบางทีฉันก็คุยโทรศัพท์กับแมวด้วย คุณอาจจะงงว่าแล้วมันฟังรู้เรื่องหรือ ขอตอบว่าแมวฟังรู้เรื่องค่ะ วิธีการคือให้น้องสาวเอาโทรศัพท์ไปแนบหูแมว แล้วฉันก็จะคุยกับมันไปเรื่อยๆ ซึ่งน้องสาวก็บอกว่ามันจะกระดิกหูฟังนิ่งเลยล่ะ แต่อย่าคุยนานก็แล้วกัน เพราะแมวก็คือแมว มันจะจดจ่ออยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ไม่นานหรอก  ถ้าใครจะเอาไอเดียนี้ไปใช้ก็ไม่ว่ากันค่ะ แล้วอย่าลืมเล่าให้ฟังบ้างแล้วกันนะคะ

Older Posts »